หน้าแรก กระแสสังคม ปศุสัตว์หนุน “เก็บภาษีคนเลี้ยงหมาแมว” เผยเมืองไทยงบไม่พอ! ชี้ต่างประเทศเขาทำกันแล้ว!

ปศุสัตว์หนุน “เก็บภาษีคนเลี้ยงหมาแมว” เผยเมืองไทยงบไม่พอ! ชี้ต่างประเทศเขาทำกันแล้ว!

740
0
แบ่งปัน

วันที่ 19 มี.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่ นพ.เจษฏา โชคดำรงสุข ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงกรณีเซ็ตซีโร่หมา-แมว และเสนอแนวคิดจัดเก็บภาษี กรณีเลี้ยงสุนัข-แมวหลายตัวก็เก็บภาษี เพื่อวางระบบให้คนเลี้ยงสัตว์จะต้องดูแลสัตว์ ไม่นำไปปล่อยให้เป็นสัตว์จรจัด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการระบาดโรคพิษสุนัขบ้านั้น

นายอภัย สุทธิสังข์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า กรณีปลัดกระทรวงสาธารณสุขเสนอแนวคิดเก็บภาษีคนเลี้ยงหมา แมว เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เป็นเรื่องที่ประเทศทางฝั่งตะวันตกดำเนินการอยู่แล้ว โดยในต่างประเทศที่เก็บภาษีผู้เลี้ยงหมา หรือแมว แล้วก็นำเงินไปใช้ดูแลหมา หรือ แมว สัตว์เลี้ยงของผู้เสียภาษี

เพาะขณะนี้ต้องยอมรับว่า ประเทศไทย มีงบประมาณไม่เพียงพอสำหรับการดูแลหรือฉีดวัคซีนหมาทุกตัว ต้องอาศัยงบประมาณจากท้องถิ่นเพื่อช่วยกันดูแลและฉีดวัคซีนหมา แมว และนำเงินที่ได้จากการเก็บภาษี ผู้เลี้ยงหมดและแมว ไปจ้างคนมาดูแลสอดส่องหมา แมวที่มีอาการผิดปกติ เพื่อไม่ให้เกิดโรคระบาด และสร้างผลเสียต่อประชาชนทั่วไป

“แนวคิดเก็บภาษี คนเลี้ยงหมา แมว เป็นสิ่งที่น่าจะต้องเกิดขึ้นในที่สุด แต่จะช้าหรือเร็วต้องรอให้มีการบูรณ่าการปัญหาร่วมกัน ทุกวันนี้งบประมาณรัฐบาลมีไม่เพียงพอ และหากมีการคิดเรื่องนี้กันอย่างจริงจัง คงต้องแก้กฏหมายโดยการออกกฏกระทรวงซึ่งเป็นกฏหมายลูก ซึ่งมีกฏหมายหลักคือพระราชบัญญัติ ป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ.2557 เพื่อให้สามารถเก็บภาษีจากคนเลี้ยงหมด แมว ได้ เพื่อหันมาจัดระเบียบสัตว์เลี้ยงอีกครั้ง”

ด้านสังคมโซเชียลต่างออกมาวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ นานา ซึ่งส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการแนวคิดเก็บภาษีสุนัขและแมว โดยเฉพาะเว็บดังอย่างพันทิป

ซึ่งกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยมองว่าหากผู้เลี้ยงไม่ดูแลสุนัขหรือแมวจนปล่อยให้เกิดปัญหา ก็ควรจะจับและปรับผู้เลี้ยงเป็นรายๆ ไป ดีกว่าจัดเก็บภาษีผู้เลี้ยงทั้งหมด ซึ่งการลงทะเบียนและติดชิปสัตว์เลี้ยงเพื่อให้สามารถตรวจสอบเจ้าของได้น่าจะดีกว่าเพราะหากเกิดปัญหาขึ้นมา ก็สามารถเอาผิดกับเจ้าของได้

และ สุดท้ายแล้ว ประเด็นนี้ ยังเป็นสิ่งที่ต้องถกเถียงต่อไปอีกพอสมควร เพราะถึงแม้ว่าต่างประเทศจะทำได้อย่างประสบความสำเร็จมาแล้วก็จริง แต่ด้วยวิธีการเดียวกัน จะสามารถนำมาปรับใช้กับ บริบทแบบประเทศไทยได้สอดคล้องกับสภาพสังคมหรือไม่ หรือ ต้องมีวิธีการเพิ่มเติมอย่างไร.. ซึ่งทั้งหมด ยังคงเป็นสิ่งที่ ฝ่ายภาครัฐ และ ประชาชนต้องมานั่ง หาข้อสรุปร่วมกัน

ที่มา: Hot new TV

Comments

comments